Archive for category เรื่องอยากเล่า

Terminal 21 ห้างที่น่าถ่ายรูปมากที่สุดในประเทศไทย

ผมได้ไปเดินห้าง Terminal 21 เมื่อไม่นานมานี้ หลังจากที่ได้รู้จักห้างนี้จากการเห็นเพื่อนๆหลายคนเข้าไป Check-in Foursquare แล้วก็ลองกดดูรูป ดูทิปหลายๆคนที่ทิ้งไว้ จำได้ว่ามีคนแนะนำทิปว่ามาห้างนี้อย่าลืมสำรวจดูห้องน้ำและชุดแม่บ้านแต่ละชั้น ซึ้งจะแตกต่างกันไปตามธีม นั้นเป็นบ่อเกิดให้ผมอยากไปลองดูห้างที่ชื่อว่า เทอร์มินอล 21 นี้บ้างว่ามันแปลกยังไง

IMG_1935

ห้าง Terminal 21 เปิดตัวเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2011 ที่ผ่านมา แต่กลายเป็นห้างสรรพสินค้าที่มีคนพูดถึงกันเยอะมากๆ ทั้งใน Twitter Facebook เว็บพันทิพ และบอร์ดอื่นๆ รวมถึงเว็บประเภท LBS เช่น Foursquare เพราะอะไรนะหรือที่ทำให้ห้างนี้มีคนพูดถึงกันมากมาย ส่วนตัวผมว่าก็เพราะ “มันเป็นห้างที่ออกแบบและดีไซน์ให้ดูน่าถ่ายรูปมากในทุกมุมนั้นเอง” ทำให้ทุกคนที่ไปห้างนี้ต้องยกกล้องมือถือมาถ่ายรูปสักช็อตนึง แล้วก็แชร์ต่อไปยัง FB Twitter หรือเช็คอินซะหน่อยให้เพื่อนได้เห็นว่าเรามาแล้ว จากนั้นเป็นไง ก็เกิดเป็นกระแส Viral Marketing เล็กๆได้เลย เพราะเพื่อนมาเห็นรูปสถานที่ตกแต่งสวยๆแปลกตา ก็ทำให้อยากมาบ้าง (คนที่คิดคอนเซ็ปได้อย่างงี้น่าชื่นชมนะ ฉลาดมาก รู้ว่าคนไทยบ้าการถ่ายรูป เห็นฉากสวยๆ เห็นมุมสวย ก็อดใจไม่ไหว ยังไงก็ต้องขอถ่ายไว้หน่อย และประจบเหมาะกับ Social Network แพร่หลาย รวมถึงสมาร์ทโฟนกำลังฮิตถ่ายรูปแล้วแชร์ได้ทันที)

IMG_1937

จากBooklet เล่มเล็กๆที่ห้างแจกมาเสมือนเป็น Passport บอกว่า ห้างนี้จำลอง Market Street ชื่อดังทั่วทุกมุมโลกมา โดยแบ่งเป็นโซนหลักๆถึง 9 โซน และตกแต่งออกไปตามธีมของแต่ละเมือง ซึ้งได้แก่ Paris, Rome, Tokyo, Caribbean, London, Istanbul, San Francisco และ Hollywood ซึ้งมีสินค้าขายหลากหลายทั้งแฟชั่น เสื้อผ้าร้านเล็กๆไปจนถึงแบรนด์เนมชื่อดัง ร้านอาหารที่นี้ก็มีเยอะมากกว่า 50-60 ร้านได้ มีโรงหนัง SF Cinema ด้วยที่ชั้นบนสุด

สำหรับทำเลที่ตั้งของเทอร์มินอล 21 นี้ผมว่าเลือกสถานที่ได้เหมาะมาก เพราะตั้งอยู่ใจกลางอโศก ตัวห้างเชื่อมต่อได้ทั้ง BTS(อโศก) และ MRT(สุขุมวิท) เรียกว่าจะเดินทางมาทางไหนก็สะดวก ทั้งรถไฟฟ้า รถเมล์ รถยนต์(ทนรถติดกันหน่อยนะแยกอโศก ใครๆก็รู้กัน) จะมาทางเรือด่วนคลองแสนแสบแล้วต่อมอไซ์วินอีกนิดก็ถึง

และที่ไม่พลาดเมื่อมาถึงห้างนี้ สิ่งที่ผมทำก็คือ Read the rest of this entry »

Tags: , ,

No Comments

วัยรุ่นพันล้าน หนังจากชีวิตจริงเถ้าแก่น้อย

ผมเพิ่งได้ดูหนัง Top Secret วัยรุ่นพันล้าน จากค่าย GTH มาเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ ถือว่าเป็นหนังที่ให้แรงบันดาลใจได้ดีทีเดียว เกี่ยวกับประวัตินักธุรกิจรุ่นใหม่ ที่เริ่มต้นจากเด็กติดเกมส์ จนสุดท้ายมีโรงงานสาหร่ายทอด ยอดขายเกิน 1000 ล้านบาทได้ในอายุเพียงแค่ 26ปี

เรามักไม่ค่อยได้เห็นหนังแนวสร้างแรงบัลดาลใจในเชิงธุรกิจเท่าไรนักในเมืองไทย แต่พอได้ดูหนังเรืองนี้ ยอมรับว่าทำได้ดีทีเดียว ก่อนดูหนังวัยรุ่นพันล้าน ก็เคยได้ยิน ได้ฟังประวัติของคุณต๊อบ อิทธิพัฒน์ เจ้าของแบรนด์สาหร่ายเถ้าแก่น้อยมาบ้าง แต่ก็ไม่ได้รู้ลึกซึ้งอะไรนัก แต่ยอมรับว่าหนังเล่าเรื่องได้ดีทีเดียว มีหลากหลายอารมณ์อยู่ในหนัง และหนังแฝงแง่คิดอะไรไว้อีกหลายๆอย่าง ที่สำคัญหลังดูหนังเรื่องนี้จบ ทำให้อยากรู้ประวัติคนๆนี้มากขึ้นอีกเยอะเลย

จึงได้ลองเซิร์ชหาข้อมูลอื่นๆเพิ่มเติม ทั้งเบื้องหลังภาพยนต์ สัมภาษณ์นักแสดง ผู้กำกับ รวมไปถึงคลิปสัมภาษณ์คุณต๊อบจากหลายๆรายการ เท่าที่จะหาได้ใน Youtube รวบรวมมาไว้ในโพสนี้ เผื่อใครที่ได้เข้าไปดูหนังเรื่องนี้จบแล้ว อยากจะรู้จักตัวตนที่แท้จริงของเจ้าของเถ้าแก่น้อยมากขึ้นเช่นเดียวกับผม


Official trailer วัยรุ่นพันล้าน


เรื่องย่อ Top Secret วัยรุ่นพันล้าน


สัมภาษณ์คุณต๊อบเรื่องหนังวัยรุ่นพันล้าน โดยPositioning Magazine


รายการเรื่องของเรื่อง ตอนTop Secret วัยรุ่นพันล้าน (Part1)


รายการเรื่องของเรื่อง ตอนTop Secret วัยรุ่นพันล้าน (Part2)


รายการเรื่องของเรื่อง ตอนTop Secret วัยรุ่นพันล้าน (Part3)


รายการวู้ดดี้เกิดมาคุย


รายการ The Marketing King

ป.ล ทริคบางเรื่องที่คุณอาจไม่ทราบ

  • หนังเรื่องนี้ทางแบรนด์เถ้าแก่น้อย ไม่ได้ให้การสนับสนุนใดๆกับตัวหนัง แต่เป็นการนำบทสัมภาษณ์จากคุณต๊อบมาถ่ายทอดเป็นภาพยนต์เท่านั้น
  • ตัวหนังมีการดัดแปลงเนื้อเรื่อง เพื่อให้อรรถรสมากขึ้น ตัวจริงทางบ้านคุณต๊อบไม่ได้มีหนี้สินอะไรเหมือนในหนัง
  • ฉากช่วงท้ายๆของหนังตอนที่พีช กำลังจะเดินไปหานายธนาคาร จะได้เห็นคุณต๊อบตัวจริงแว็บนึงในหนังด้วย
  • กลยุทธ์ป่าล้อมเมือง ที่คุณต๊อบคิดอยากให้คนรู้จักสินค้ามากขึ้น โดยการเอาไปฝากขายที่ร้าน 7-eleven นั้นเป็นเรื่องจริง และเจ้าหน้าที่ของ CP ก็ชื่อคุณปูจริงๆ
  • กลยุทธ์ป่าล้อมเมืองที่คุณต๊อบเข้าใจนั้นจริงๆแล้วก็ไม่ได้เกี่ยวกับการได้ไปจำหน่ายในร้าน7elevenเหมือนอย่างที่แสดงในหนัง เพราะกลยุทธ์ป่าล้อมเมืองตามหลักการตลาดจริงๆนั้นหมายถึงการที่เอาสินค้าไปจำหน่ายในตลาดภูธร หรือตลาดต่างจังหวัดก่อนจนครองตลาดได้ระดับนึงแล้ว จึงเริ่มบุกเข้ามาทำตลาดในเมืองหรือขายจริงจังในกรุงเทพ ตัวอย่างกลยุทธ์นี้ที่ชัดเจนน่าจะเป็นแบรนด์ Aje Big Cola ที่เน้นขายต่างจังหวัดก่อนที่จะบุกตลาดกรุงเทพอย่างจริงจัง
  • เชื่อเหอะ!! หลังจากดูหนังเรื่องนี้จบแล้วคุณจะอยากเดินจะไปหาสาหร่ายเถ้าแก่น้อย และเกาลัคมากินแน่ๆ

Tags: , , ,

No Comments

พร็อพถ่ายรูป เก๋ๆสำหรับงานแต่งงาน งานรับปริญญา ป้ายLike Facebook

ขายป้าย Like facebook และ พร็อพมือLike(เฟซบุ๊ค)

ใช้เป็นพร็อพ(Prop)สำหรับถ่ายรูปเล่นกับเพื่อนๆ  ตามสถานที่ท่องเที่ยวสุดฮอต, สถานที่ Hip&Chicต่างๆ
หรือเอาไปใช้เป็นพร็อพถ่ายงานรับปริญญา พร็อพงานแต่งงาน Prop งานปาร์ตี้ ก็ได้
เสมือนเอา “ปุ่ม Like” ของเฟซบุ๊ค ออกมากด like ได้ในชีวิตจริง
สร้างสรรค์รูปถ่ายให้มีลูกเล่นมากยิ่งขึ้น ถ่ายรูปกับพร็อพLike แล้วก็อัพโหลดขึ้น Facebook ได้เลยทันที

1. พัดปุ่ม Like ราคาอันละ 45 บาท
ใช้เป็นพร็อพถ่ายรูป หรือใช้เป็นพัดแก้ร้อน ก็ได้

2. มือ Like facebook ราคาอันละ 45 บาท
ด้านหลังมียางยืด ออกแบบมาให้สวมมือได้จริงๆ
ใช้เป็นพร็อพเวลาถ่ายรูปกับเพื่อนๆ เพิ่มลูกเล่นให้ภาพถ่ายดูโดดเด่นขึ้นอย่างทันตา

สินค้าผลิตจากพลาสติกคุณภาพดี ไม่ฉีก ไม่ขาด ไม่หัก สีไม่ลอก

พร็อพถ่ายรูป พร็อพถ่ายภาพ พร็อพถ่ายรูปงานแต่ง พร็อพมือLike

พร็อพถ่ายรูป พัดปุ่มLike facebook ป้ายLike

Propถ่ายรูป มือLike Facebook

พร็อพถ่ายรูป มือLike พัดปุ่มLike ใช้เป็นพร็อพถ่ายรูปเก๋ๆ

พร็อพถ่ายภาพ ปุ่มLike facebook พร็อพงานรับปริญญา

พร็อพถ่ายรูปเก๋ๆ ใช้เวลาไปเที่ยว

 

 

>>>สนใจสั่งซื้อได้ที่  คุณนิว 089-7880835  <<<
(จัดส่งให้ทางไปรษณีย์) เพิ่มค่าส่ง 30 บาท
***ซื้อตั้งแต่6 อันขึ้นไปจัดส่งฟรี ทั่วประเทศ*** 

***พิเศษ !!! ซื้อทุกๆ 10 อันแถมฟรี 1 อัน ***

สนใจ สั่งจำนวนมาก เพื่อไปใช้งาน Event Marketing งานกิจกรรมทางการตลาดอื่นๆ หรือนำไปจำหน่ายตามสถานที่เที่ยวต่างๆ โทรสอบถามราคาพิเศษได้ที่ 089-7880835

พร็อพถ่ายรูปงานแต่งงาน พร็อพงานแต่งงาน

 พร็อพมือLike facebook ใช้เป็นพร็อพถ่ายรูป เก๋ๆในงานแต่งงาน

ป้ายกดLike ใช้เป็นพร็อพถ่ายภาพในงานแต่งงาน

ป้ายกดLike ใช้เป็นพร็อพถ่ายภาพในงานแต่งงาน กดLike ให้เจ้าบ่าว เจ้าสาว

ป้ายLike facebook เป็นพร็อพเก๋ๆในงานแต่งงาน

 ไปงานแต่งงานไม่น่าเบื่ออีกต่อไปเพียง พกป้าย Like ส่วนตัวไปด้วย สร้างสรรค์รูปถ่ายให้สะดุดตามากขึ้น

พร็อพถ่ายรูปงานแต่ง สวยๆเก๋ๆ

 เพื่อนๆเจ้าสาว หามุมถ่ายรูปเก๋ๆในงาน พกพัดปุ่ม Like ไปด้วย ครีเอทมุมถ่ายได้ตามใจ

พร็อพมือLike facebook ในงานอีเว้นต์ มาร์เก็ตติ้ง

 พร็อพมือ Like facebook ใช้ในงานเปิดตัวสินค้า เปิดตัวแคมเปญใหม่ สำหรับผู้จัดงานอีเว้นท์ (Event Organizer)

พร็อพถ่ายรูป งานอีเว้นต์ Prop-event marketing

พร็อพมือ Like facebook เหมาะกับงานอีเว้นท์ ให้ผู้บริหารใส่มือLike ถ่ายรูปอย่างมีสีสัน ให้ภาพถ่ายดูน่าสนใจมากขึ้น

พร็อพมือ Like ในงานอีเว้นต์ เปิดตัวสินค้า

 พร็อพมือLike เหมาะกับกิจกรรมอีเว้นท์ทางการตลาด

พร็อพถ่ายภาพ มือLike ในงานEvent
พร็อพถ่ายภาพ มือกดไลท์เฟซบุ๊ค
พร็อพถ่ายรูป ป้ายLike มือ Like

พร็อพถ่ายรูปมือLike สร้างสรรค์ภาพถ่ายให้กับงานออกบู๊ธ อีเว้นท์ มาร์เก็ตติ้ง เปิดตัวสินค้าใหม่ อย่างได้ผล

>>>สนใจสั่งซื้อได้ที่  คุณนิว 089-7880835  <<<

(จัดส่งให้ทางไปรษณีย์) เพิ่มค่าส่ง 30 บาท

***ซื้อตั้งแต่6 อันขึ้นไปจัดส่งฟรี ทั่วประเทศ***

***พิเศษ !!! ซื้อทุกๆ 10 อันแถมฟรี 1 อัน ***

สนใจสั่งจำนวนมาก เพื่อไปใช้งาน Event Marketing งานกิจกรรมทางการตลาดอื่นๆ โทรสอบถามราคาพิเศษได้ที่ 089-7880835

ขั้นตอนการสั่งซื้อ 
1.โทรแจ้งว่าต้องการมือLike, พัดปุ่มLike อย่างละกี่อัน ,สรุปราคา
2.เราจะส่ง SMS แจ้งเลขที่บัญชีโอนเงิน (ไทยพาณิชย์/กสิกรไทย) ไปให้ท่าน
3.เมื่อท่านโอนค่าสินค้าแล้ว รบกวนส่ง SMS แจ้งชื่อ-นามสกุล ที่อยู่+รหัสไปรษณีย์ในการจัดส่ง กลับมาหาเรา
4.เมื่อเราจัดส่งสินค้าให้ท่านแล้ว เราจะรีบแจ้งรหัสเช็คสินค้า13หลักจากไปรษณีย์ไทยไปทาง SMS เพื่อให้ท่านตรวจสอบสินค้าได้ทันที

**ทั่วไปจัดส่งสินค้าโดยไปรษณีย์ลงทะเบียน หากซื้อตั้งแต่ 6 อันขึ้นไปจัดส่งให้ฟรี กรณีต้องการให้ส่งแบบด่วนพิเศษ EMS ลูกค้าอาจต้องเพิ่มค่าจัดส่งเพิ่มเติม**

 

Update รหัสเช็คสินค้าส่งไปรษณีย์  เช็คได้ที่เว็บ track.thailandpost.co.th

คุณวรัท เชียงใหม่ (10 อัน). RF438106673TH

คุณสุกัญญา งานแต่งงาน(10 อัน) RG343122115TH

คุณแก้วตา (10 อัน) RF438102827TH

คุณโสรยา (6 อัน) RG000208093TH

คุณปารณีย์ (6 อัน) EI083405978TH

คุณรวินธ์ บ.คลิก ออกาไนเซอร์(6 อัน) RG000182714TH

คุณสุรกาจ (20 อัน) EI336738808TH Read the rest of this entry »

Tags: , , , , , , , , , , , , , , , , ,

2 Comments

หนังสือ6เล่ม จากงานBook Expo2010

เมื่อวาน (วันหยุดชดเชยวันปิยมหาราช) ได้ไปเดินงานมหกรรมหนังสือแห่งชาติ ที่ศูนย์สิริกิติ์ งานอย่างงี้จัดปีละ2ครั้ง และก็ไม่เคยพลาดเลยซักครั้ง

ไปเดินมาช่วงเย็นๆ หลังฝนหยุดตกไปได้ซะพัก คนที่งานไม่พลุกพล่านมากนัก เดินช็อปได้สะดวกมากๆ

สรุปแล้วได้มา 6 เล่ม ตั้งใจอยากได้อยู่ 5 เล่ม ส่วนอีกเล่มไปเห็นที่งานแล้วพลิกๆดูน่าสนใจก็ซื้อมาเลย (ปกติไม่ค่อยเป็นคนใจง่าย ซื้อหนังสือต้องมีลิสต์ไว้ในใจแล้วเท่านั้นถึงจะซื้อ ไม่ค่อยซื้อหนังสือแบบฉาบฉวยเท่าไร)

มาดูกัน ได้อะไรมาอ่านกันบ้าง

หนังสือจากงานBookexpo2010

  1. เล่มแรก “การลาออกครั้งสุดท้าย” ของคุณใบพัด สนพ. a book ราคาหน้าปก 220 ลดแล้วเหลือ 185 บาท เล่มนี้รู้จักครั้งแรกจากการเข้าไปอ่านรีวิวในบล็อกของคุณแชมป์ เจ้าของ Exteen.com เขียนถึงหนังสือเล่มนี้อ่านแล้วรู้สึกหนังสือเล่มนี้น่าสนใจดี แต่ก็ยังไม่ค่อยสนใจมากนัก จนได้ไปงาน Ignite Thailand ครั้งที่2 จัดที่หอประชุมจุฬา เมื่อ 13ตุลา คุณใบพัดมาพูดด้วย เลยทำให้สนใจมากขึ้นมาอีก จนวันที่ไปงานหนังสือ เพื่อนผมโทรมาฝากซื้อหนังสือเล่มนี้เพราะหาตามร้านหนังสือไม่ได้เลย หายากมาก (ไอ้เราก็คิดว่ามันขายดีขนาดนั้นเลยรึวะ) พอไปที่บู๊ธ a Book ก็เจอคุณใบพัดมาคุยกับแฟนๆด้วย คนที่บู๊ธค่อนข้างคึกคัก เจ้าตัวก็บอกว่าช่วงนี้หนังสือขาดตลาด เพิ่งจะสั่งพิมพ์เป็นครั้งที่3 สองครั้งแรกขายหมดเกลี้ยงจริงๆ(ในระยะเวลาแค่3-4เดือน) หนังสือเล่มนี้ คุณวงศ์ทนง จั๋วหัวไว้ว่า “อ่านหนังสือเล่มนี้ แล้วชีวิตคุณจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป!” อยากรู้ว่าเป็นไง ต้องไปหาอ่านกันเอาเองนะ
  2. เล่มที่สอง “สารพัดวิธี รวย ด้วย ฟรี” หรือชื่ออังกฤษว่า “FREE The Future of a Radical price” แต่งโดย Chris Anderson คนเดียวกับที่เขียน The Long Tail อันลือลั่น หนังสือเล่มนี้รู้จักครั้งแรกตอนฟังวิทยุรายการ MCOT.NET ทาง FM100.5  เมื่อปีที่แล้ว จำได้ว่าคุณวรวิสุทธิ์ @worawisut มาพูดเรื่องหนังสือเล่มนี้ ฟังไอเดียแล้วชอบมาก แต่ก็ยังไม่ได้สนใจหาซื้อมาอ่าน จนเพิ่งมาได้รู้ว่าทาง Nation book มาแปลเป็นเวอร์ชันภาษาไทยแล้ว เลยไม่รีรอที่จะซื้อมาอ่านกัน
  3. เล่มที่สาม “เก่ง Presentation อย่างสตีฟจ๊อบส์” แปลมาจาก “The Presentation Secrets of Steve Jobs” แต่งโดย Carmine Gallo เล่มนี้ยอมรับว่าเป็นเล่มที่ไม่ได้ตั้งใจซื้อตั้งแต่แรก (ไม่ได้มีในลิสต์ที่ต้องการ) แต่เนื่องจากก่อนหน้านี้เลยได้อ่านบล็อกของบางคน ที่พูดถึงวิธีการนำเสนอในสไตล์ของ สตีฟ จ็อบส์ อ่านแล้วก็ทำให้เรารู้ว่า ศาสดาคนนี้มีวิธีการนำเสนอสินค้าไม่ธรรมดา จริงๆ ส่วนตัวผมยังไม่เคยเป็นลูกค้า APPLE เลยจริงๆ ยังไม่มีสินค้าใดๆเลยในบ้านที่ท่านจ๊อบส์ขาย แต่ก็เคยได้เห็นคลิปวีดีโอจากรายการไอที เอามาพูดถึงอย่างต่อเนื่อง และก็เห็นได้ว่า รูปแบบการนำเสนอเรื่องราวของท่านศาสดา คนนี้มีการวางแผนการนำเสนอที่เยี่ยมจริงๆ เลยอยากซื้อมาดูเทคนิคของท่านจ๊อบส์บ้างว่า มีเคล็บลับอย่างไงให้ลูกค้าหลงใหลสินค้าได้ขนาดนี้
  4. เล่มที่สี่ “ผ่าสมองสองผู้ก่อตั้งกูเกิล” แปลมาจาก “Inside Larry & Sergey’s Brain” แต่งโดย Richard L. Brandt เล่มนี้จำได้ว่ารู้จักครั้งแรก จากการทวีตของ อ.ธันยวัชธ์ (SMEตีแตก, Business Connection FM96.5) ที่อาจารย์ไปร่วมงานเปิดตัวหนังสือเล่มนี้แล้วทวีตรูปบรรยากาศงานมาให้คนในทวิตเตอร์ได้ดู เลยจำชื่อหนังสือไว้ เพราะชื่อหนังสือเล่มนี้ สะดุดหูมาก และส่วนตัวก็เป็นคนที่ต้องศึกษาหลักการทำงานของ Google อยู่แล้วด้วย งาน E-Marketing ที่ทำอยู่หลายๆอย่างถ้ารู้จักอัลกอรีทึมของกูเกิลจะทำให้เราทำอันดับได้ดีกว่า คนที่ไม่ค่อยรู้จักมัน
  5. เล่มที่ห้า “แชะ…รวยทะลุเลนส์ ถ่ายภาพขายออนไลน์” เขียนโดย สุระ นวลประดิษฐ์ ราคาหน้าปก 249 บาท ในงานลดอีก 15%  เล่มนี้รู้จักจากการอ่านหนังสือเกี่ยวกับการหาเงินออนไลน์เล่มอื่นๆที่พูดถึงการขายภาพออนไลน์ แต่ไม่ละเอียดมากนัก จนมาเจอหนังสือเล่มนี้ ลองอ่านดูคร่าวๆในร้านหนังสือ ก็ทำให้รู้รายละเอียดมากขึ้น ทำให้รู้สึกว่าธุรกิจนี้น่าสนใจมาก และอนาคตน่าจะเติบโตได้อีกมาก อ่านแล้วอยากจะกลับมาเล่นกล้องอีกครั้ง หลังจากวางมือจากกล้อง SLR ไปพักนึง คิดว่ามีภาพถ่ายดีๆ สามารถขายภาพออนไลน์ไปได้เรื่อยๆ ก็น่าจะสามารถสร้าง Passive Income ได้อีกทางเช่นกัน
  6. เล่มสุดท้าย “สร้างเว็บด้วย Joomla เปิดร้านค้าด้วย Virtuemart” เขียนโดยคุณหมอจักรพงษ์ แก้วบุญเรือง สนพ. Provision ราคาหน้าปก 229 บาท เล่มนี้สะดุดตามากที่สุดในบรรดาหนังสือสอนการใช้งาน Joomla บนแผงตามร้านหนังสือทั่วไป เคยไปเปิดดูหลายๆเล่มแล้วรู้สึกอ่านเข้าใจยาก แต่เล่มนี้เขียนรัดกุมดี และเน้นด้านการทำเว็บแบบ E-Commerce ด้วย VirtueMart ด้วย ยิ่งทำให้น่าสนใจมากขึ้น ส่วนตัวเคยแต่สร้างเว็บด้วย WordPress มาตลอด แต่บางทีก็มีลูกค้าอยากให้ทำเว็บแนวอีคอมเมิร์สด้วย แต่ก็ต้องปฎิเสธงานไป เพราะคิดว่า WordPress ทำได้ไม่ดีนัก จนมาพอรู้ว่า Joomla+Virturemart นี้เป็นเว็บขายของออนไลน์ที่น่าสนใจในช่วงเวลานี้เลย จึงอยากศึกษาจริงจัง เผื่อไปประยุกต์รับงานสร้างเว็บให้ร้านค้าต่างๆได้อีก และเร็วๆนี้ก็ได้ลงคอร์สเข้าร่วมงาน JoomlaDay 2010 จัดที่สยามพารากอน อีกด้วย ถึงเวลาที่ต้องศึกษาแบบจริงจังซะแล้ว

ถ้าสังเกตุดีๆ หนังสือ 5 ใน 6 เล่มนี้จะดูเกี่ยวกับการอินเตอร์เน็ตหรือคอมพิวเตอร์ทั้งนั้นเลย ก็นั้นแหละแนวทางของผมตอนนี้ มันมุ่งมั่นมาทางทางด้าน Online Marketing แล้ว จำเป็นต้องเรียนรู้ให้รอบด้าน จะเก่งอะไรในสายงานไหน ก็จำเป็นจะต้องศีกษาทุกศาสตร์ที่เกี่ยวกับของกับสายงานนั้นอย่างถ่องแท้ ทั้งแนวกว้างและแนวลึก บางทีไอเดียเจ๋งๆอาจซ่อนอยู่ในหนังสือเหล่านี้ แค่เรารู้จักประยุกต์มันให้เข้ากับองค์ความรู้เดิมที่มีอยู่ จับมันมา Integrate กับ Know how เดิมที่เราเคยรู้จัก แล้วเราอาจได้ Solution ใหม่ๆที่ยังไม่เคยมีมาก่อนก็ได้

Tags: , , ,

2 Comments

Working from AnyWhere แรงบันดาลใจจาก “The World is FLAT”

ได้มีโอกาศกลับไปอ่านหนังสือที่ชอบมากเล่มนึงคือ The World is FLAT หรือชื่อไทยที่ว่า “ใครว่าโลกกลม” หนังสือที่โด่งดังมากเมื่อประมาณ 2-3 ปีที่แล้ว พูดถึงความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและอินเตอร์เน็ตและโลกาภิวัตน์ ที่มีผลทำให้การทำงานต่างๆนั้นง่ายมากขึ้น และทำให้โลกนั้นดูแบน แทนที่จะกลมเหมือนที่เราเข้าใจกัน

ในเล่มนี้จะพูดถึงคำว่า OutSource บ่อยมาก ซึ่งหมายถึงการจ้างงานบางส่วนที่องค์กรไม่ถนัดไปให้บุคคลภายนอกทำให้แทน ซึ่งผู้ที่มาทำ Outsourcing งานนั้นๆมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านนั้นๆเป็นพิเศษ ซึ่งมองในเชิงธุรกิจนั้นเป็นเรื่องที่ดี ที่จะโยนเอางานที่ตัวเองไม่ถนัด แต่ไปจ้างให้ผู้ที่เชี่ยวชาญกว่ามาทำให้แทน

ในหนังสือยกตัวอย่างมาหลายๆแบบ ที่กล่าวถึงการเอาท์ซอร์สงานบริการบางอย่างจากสหรัฐอเมริกา ไปยังที่ต่างๆของโลก ที่ทำงานได้ดีกว่าแต่เสียค่าใช้จ่ายถูกกว่ามาก เช่นการ Outsource งานด้านบริการโอเปอร์เรเตอร์ Call Center ไปยังเมืองบังกาลอร์ อินเดีย ซึ่งค่าใช้จ่ายถูกกว่าและพนักงานยังสามารถพูดอังกฤษได้ดีเกือบเทียบเท่าคนสหรัฐเองเสียด้วย

หรืออีกตัวอย่างคือกรณีบริษัทเจ็ทบลู สายการบินต้นทุนต่ำ ได้เอาท์ซอร์ซงานด้านการจองตั๋วเครื่องบิน ไปให้กลุ่มแม่บ้านที่ ซอลท์ เลค ซีตี้ ทำแทนทั้งหมด ซึ่งเรียกอีกอย่างนึงได้ว่า Homesourcing กลุ่มแม่บ้านสามารถนั่งทำงานที่บ้านได้ ขณะเดียวกันก็สามารถดูแลบุตรหลาน ทำกับข้าว ออกกำลังกาย หรือเขียนนวนิยายไปด้วย และผลผลิตก็เพิ่มมากขึ้นกว่า 30% อีกด้วย เพราะว่าคนทำงาน ได้ทำงานอย่างมีความสุข ในสถานที่ๆตัวเองชอบ

แนวคิดการทำงานอยู่ที่บ้าน มีคนพูดกันมากขึ้นอีกครั้งเมือประมาณช่วงปลายๆปี 2008 ตอนเริ่มมีวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ผมจำได้ว่าดูข่าวทีวี บอกว่าบริษัทในอเมริกาหลายๆแห่ง เริ่มให้พนักงานบางตำแหน่งที่ไม่จำเป็นต้องมาที่ออฟฟิศทุกวัน เอางานกลับไปทำที่บ้านได้แล้วส่งงานผ่านอินเตอร์เน็ต มีการประชุมงานกันสัปดาห์ละครั้ง เพื่อลดค่าใช้จ่ายต่างๆในออฟฟิศลง ผมจดจำได้ว่ารูปแบบการทำงานแบบนั้นดูดีเอามากๆ ผมอยากทำงานแบบนั้นบ้างจัง

และช่วงค่ำของเมื่อวานนี้ (25/7/53) ผมเพิ่งได้ดูรายการ”มองมุมใหม่” จากช่องทีวีไทย ช่วงนึงมีการพูดคุยกับบรรณาธิการสำนักพิมพ์ระหว่างบรรทัด ชื่อคุณดวงฤทัย เธอบอกว่าเธอเป็นสำนักพิมพ์เล็กๆ ที่มีพนักงานไม่มาก เวลาทำหนังสือออกมาซักเล่มนึง เธอเล่าว่า คนเขียนอยู่ญี่ปุ่น คนออกแบบArtwork อยู่อเมริกา ใช้อินเตอร์เน็ตในการส่งงานกัน พูดคุยกันผ่าน Social media ทั้ง MSN, Facebook , Twitter แล้วมาปิดเล่มที่กรุงเทพ โดยมีเธอดูแลกระบวนการทำงานต่างๆทั้งหมด  ตรงนี้ถูกใจผมมาก มันทำให้แนวคิด “Working from Anywhere” ดูเป็นเรื่องที่ง่ายๆและเกิดขึ้นจริงโดยไม่ต้องมีขั้นตอนอะไรมากนัก

ผมชอบแนวคิดนี้จริงๆ “Working from Anywhere” ทำงานจากที่ไหนก็ได้ เคยคิดว่าสักวันนึงเราอยากทำงานที่ชอบ โดยนั่งทำงานอยู่ที่บ้านเราเองได้ และยังสามารถติดต่อสื่อสาร ส่งงานต่างๆได้ผ่านอินเตอร์เน็ต และวันนี้มันก็เกิดขึ้นจริงกับผมแล้ว งานฟรีแลนซ์ด้าน E-Marketing ของผม ทำให้ผมรับงานลูกค้าได้หลายๆร้านพร้อมๆกัน มีทั้งในกรุงเทพ และลูกค้าจากชะอำ บางแสน ทั้งหมดนี้ผมทำงานอยู่ที่บ้าน (และที่อื่นๆ เช่นตามร้านกาแฟ) ส่งงานผ่านอินเตอร์เน็ต พูดคุยกับลูกค้าผ่าน Social media (มีไปหาลูกค้าที่บริษัทบ้างเป็นครั้งคราว)

…….ผมเองก็เริ่มรู้สึกว่าโลกนี้แบนแล้วจริงๆ

Tags: , , , ,

No Comments

คิดให้ดีก่อนอัพเดพสถานะใน Facebook-Twitter

กรณีเคสน้องมาร์ค V11 AF7 ที่ถูกกระแสสังคมต่อต้าน จนต้องขอออกจากการแข่งขัน เรียลลิตี้ True Academy Fantasia Season7 ให้แง่คิดแก่คนใช้งาน Social Network ทั้ง Facebook, Twitter และเครือข่ายสังคมออนไลน์อื่นๆ ว่าควรจะต้องไตร่ตรองให้มากขึ้นก่อนที่จะพิมพ์ อัพเดทอะไรลงไปบนโลกอินเตอร์เน็ต

เครื่องมือออนไลน์ทีทันสมัยอย่าง Social Media ทำให้ใครๆก็สามารถแสดงความคิดเห็น ปลดปล่อยความคิด ระบายอารมณ์ ของตัวเองได้อย่างตามใจชอบ แต่ก็อย่าลืมว่า สื่อสังคมออนไลน์เหล่านี้นั้นเป็นสาธารณะ คนอื่นๆสามารถเข้ามาอ่าน เข้ามาดูความคิดเห็นเราได้ง่ายมากๆ

กรณีของน้องมาร์ค ที่อ่านตามข่าวว่าได้ไปวิจารณ์เรื่องเกี่ยวกับการเมืองด้วยข้อความที่รุนเแรง ผมเองไม่ได้ติดตามรายละเอียดมากนัก แต่เห็นบอกว่าน้องมาร์ค ได้พิมพ์ข้อความลงใน Facebook ว่าร้ายนายกฯ และเรื่องการเมือง  จนเมื่อน้องมาร์คได้เข้ารอบ AF7 100 คนสุดท้าย แฟนคลับและผู้คนที่ติดตามข่าวสาร ก็มักจะค้นหาข้อมูลของต่างๆของน้องมาร์ค แล้วก็ไปเจอกับข้อความต่างๆใน Facebook เข้า เรื่องยิ่งดังมากขึ้นเมื่อมาร์ค ได้เข้ารอบ12สุดท้าย มีการวิจารณ์และต่อต้านกันอย่างมากมาย  จนผลสุดท้ายน้องมาร์คก็ต้องออกมายอมรับว่าเคยโพสต์ข้อความถึงท่านนายก และขอรับผิดชอบด้วยการขอลาออกจากการแข่งขัน

เหตูการณ์นี้ ให้แง่คิดเราได้ 2-3 อย่างก็คือ สื่อ Social Media นั้นให้อิสระในการแสดงความคิด แต่ผู้ใช้งาน เมื่อคิดจะโพสต์ข้อความอะไร หรือใส่รูปภาพอะไรก็ควรจะต้องใช้พิจารณญาณให้มากขึ้น ข้อความที่อาจพิมพ์ออกไปด้วยอารมณ์ ความคึกคะนองในวันนี้ อาจส่งผลกระทบต่อตัวเองในอนาคตก็เป็นได้ ดังเช่นกรณีของน้องมาร์ค นี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนมาก

มีบางคนบอกไว้ว่า จริงๆใน Facebook และ Twitter นั้นมีคนด่า ว่าร้ายเรื่องการเมือง และการหมิ่นเบื้องสูงอยู่มากมาย แต่บุคคลเหล่านั้นยังคงเป็นแค่คนธรรมดา ที่ไม่มีใครรู้จัก ไม่มีใครให้ความสนใจมากนัก (Nobody) ก็จึงไม่มีใครมาขุดคุ้ยประวัติมาแฉ แต่เมื่อเริ่มดังมากขึ้น เริ่มกลายเป็นคนที่มีคนอยากรู้จักมากขึ้น เป็นธรรมดาในโลกอินเตอร์เน็ตที่จะมีผู้คนสืบค้นหาข้อมูล ประวัติต่างๆของบุคคลคนนั้นๆ ว่าเคยทำอะไรมาบ้าง เคยโพสต์อะไรทิ้งไว้ เป็นคนอย่างไร

จริงๆเคสที่ Facebook มีผลต่อชีวิตและการงาน ก็มีอยู่เคสหนึ่งที่เคยอ่านมาจากเว็บ Blognone ที่ว่าสาวสวิตเซอร์แลนด์คนหนึ่ง ขอลาป่วยเพราะปวดไมเกรนจนไม่สามารถทำงานได้ เธอบอกบริษัทว่าต้องนอนพักในที่มืดๆ  แต่ทางบริษัทพบว่าเธอกำลังเล่น Facebook อยู่จึงไล่เธอออกจากบริษัท

ฉะนั้นเพื่อนๆจงจำไว้ว่า ถ้าวันไหนจะขอลา(เปื่อย)ป่วย แล้วแอบไปเที่ยว หรือไปทำอย่างอื่น ไม่ควรจะอัพเดทข้อความ หรือรูปภาพใดๆ ลงใน Facebook และ Twitter นะจ๊ะ เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน

Tags: , , ,

1 Comment

The Social Network หนังเล่าประวัติที่มาของ Facebook

เร็วๆนี้ จะมีภาพยนต์ที่ชาวไอที หลายๆคนให้ความสนใจมาลงโรงให้ดูกัน หนังเรื่อง The Social Network หนังที่เล่าตำนานของการเกิดเว็บสังคมออนไลน์ที่เติบโตเร็วที่สุดและมีอิทธิพลต่อผู้คนในปัจจุบันสูงมาก อย่าง Facebook.com

ภาพยนต์เรื่องนี้สร้างมาจากหนังสือ The Accidental Billionaires: The Founding of Facebook, A Tale of Sex, Money, Genius, and Betrayal ที่จะออกแนวแฉชีวิตอีกด้านของ Mark Zuckerberg กว่าจะมาเป็นตำนานของเว็บสังคมออนไลน์ที่ใครๆก็รู้จัก

เรื่องนี้กำกับโดย David Fincher ที่ดังมากๆจากหนังเรื่อง Fight Club และ Se7en และได้ Jesse Eisenberg, Justin Timberlake, Andrew Garfield, Joe Mazzello และ Rashida Jones มาร่วมแสดง

ตัวละครสำคัญคือ Mark Zuckerberg ซึ่งรับบทโดย Eisenberg และมีจัสติม ทิมเบอร์เลค มารับบท Sean Parker ผู้ก่อตั้งเว็บ Napster และผู้ร่วมก่อตั้งเฟ๊ซบุค

กำหนดฉายหนัง 1 ตุลาคม 2010 ใครชอบเล่น Facebook ก็ลองไปดูกัน….

Tags: , ,

No Comments

Live TV ให้ดูฟรีผ่านจาน C-Band แล้ว

เคยเขียนถึงเรื่อง ทีวีดาวเทียม ทางเลือกใหม่ของคนที่อยากเพิ่มช่องทีวี ไปแล้วคร่าวก่อน ซึ่งผมเห็นได้ชัดเลยว่า ช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมานี้ มีคนติดจานดำ C-band ขึ้นเยอะมาก ยกตัวอย่างเอาแค่ซอยบ้านผม แถวพระประแดง จากที่แต่ก่อนแถวบ้านผมมีบ้านที่ติดจานดำน้อยมากๆ และบ้านผมเป็นบ้านแรกที่ติดจานดำขนาดใหญ่ (กว่าชาวบ้านเขา) ซึ่งมีขนาด 7.5 ฟุตของ Dynasat และติดมอเตอร์สำหรับ Moveจานอีกด้วย บ้านผมเลยมีคนเรียกขานกันช่วงหนึ่งว่า บ้านที่มีจานดาวเทียมใหญ่ที่สุดในซอย แต่หลังๆนี้เห็นชัดมากว่า หลายๆบ้านเริ่มถอดเสาก้างปลาทิ้ง แล้วติดจาน C-band แทน แม้กระทั้งบ้านที่ติดจานแดง TrueVision อยู่สุดท้ายก็คงไม่อยากจ่ายรายเดือนหันมาติดจานดำกันมากมาย

Live-TV

เข้าเรื่องดีกว่า จะมาบอกว่าตอนนี้ดีใจมากๆที่ช่อง LIVE TV ได้เอาช่องทีวีมาออกอากาศในระบบ C-band เพิ่มถึง 5 ช่อง ซึ่งได้แก่

  • FAME Channel ช่องรายการบันเทิงต่างประเทศพร้อม MV ต่างประเทศ มีรายการแนวๆสารคดีสำหรับคนบันเทิง ดารานักร้อง Hollywood
  • POP channel ช่องMVเพลงไทย&สากล คล้ายๆเหมือนดู Channel V หรือ MTV หรือ Bang Channel ประมาณนั้น
  • MIRACLE รายการแนวลึกลับ ออกแนวไสยศาสตร์นิดๆ และละครเก่าๆ(เก่าโครตๆ)
  • THAI-CHAIYO ช่องเพลงลูกทุ่ง 24ชั่วโมง คล้ายๆ Fan TV ของแกรมมี่ หรือ สบายดี ทีวี ของอาร์เอส
  • 2TANGO ออกรายการ Reality 24 ชั่วโมง คล้ายๆ AF

ที่บอกว่าดีใจมาก เพราะว่าก่อนหน้านี้ทาง Live TV จะมีให้ดูเฉพาะคนที่ติดเคเบิ้ลทีวี (จ่ายตังค์ดู) เท่านั้น ผมเคยไปนั่งดูทีวีบ้านญาติแล้วเห็น Content ของช่อง Live TV แต่ละช่องนั้น น่าดูเอามากๆ ก็ได้แต่แอบเสียดายที่ไม่มี Free to Air ทาง C-band หรือ KU-band ก็ผิดหวังไปอยู่นาน แต่พอมาช่วงนี้ พอเครื่องรับสัญญาณ OTA  ช่องใหม่แล้วเห็นมีช่องเพิ่มมาถึง 5 ช่องก็รู้สึกเหมือน สวรรค์โปรด ได้เอารายการมีคอนเท้นต์ดีๆ มาให้เราได้ดูแล้ว ที่ชอบเพราะแต่ละรายการค่อนข้างที่จะคัดเลือกเนื้อหา และมีกระบวนการผลิตที่ดี ไม่มีโฆษณาชวนเชื่อมากมายนัก มี MVใหม่ๆ ทัังของไทยและฝรั่งให้ดูกันมากมาย (ก่อนหน้านี้ MVต่างประเทศหาดูแทบไม่มีเลยใน ช่องทีวีดาวเทียมต่างๆ) แต่ MVไทยๆยังพอมีให้ดูบ้างจากช่องของ GMM และ RS

แต่เราก็อยากให้ทาง Live TV เพิ่มช่องที่มีสาระเข้ามาอีกนะ ที่อยากดูมากๆก็คือ ช่อง EARTH Channel (รายการสารคดีระดับโลก ทั้งสัตว์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี) และช่อง AFC Asian Food Channel รายการแนววาไรตี้เกี่ยวกับการทำอาหาร สไตล์คนอาเซียน เคยดูช่องนี้แล้วชอบมากๆ

Tags: , ,

No Comments

เล่นเกมส์ RC บนFacebook ก็ช่วยชาวเฮติได้

กรณีแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ที่เกิดขึ้นในประเทศเฮติ เมื่อ 12 มกราคม 2553 ที่ผ่านมา ก่อเกิดความเสียหายทั้งทรัพย์สิน ตึกรามบ้านช่องต่างๆรวมถึงชีวิตของชาวเฮติ ที่คาดว่ามีผู้เสียชีวิตกว่า 2แสนคน

ทั่วโลกมีการระดมทุนต่างๆ เพื่อจะรวมเงินไปช่วยเหลือชาวเฮติ ในเมืองไทยเรา คนที่เริ่มบุกเบิกแรกๆก็เห็นจะเป็นของทางช่อง 3 ที่เปิดบัญชีรับบริจาคช่วยเหลือชาว Haiti โดยบริจาคผ่านธนาคาร SCB สาขาคาร์ฟูพระราม4 และตอนนี้ก็มีช่องทางรับบริจาคอื่นๆเพิ่มขึ้นอีกมากมาย ของรัฐบาลเอง ของสภากาชาดไทย ส่วนในต่างประเทศก็มีการรับบริจาคคล้ายๆกับบ้านเราเช่นกัน โดยส่วนมากมักจะเป็นพวกช่องรายการทีวีใหญ่ๆในอเมริกา และมีคอนเสริตของชาว Hollywood ที่รับบริจาคเงินด้วยเช่นกัน คล้ายๆกับที่ กาลาแมร์ ร่วมกับเพื่อนๆใน Twitter หลายๆคนจะจัดคอนเสิร์ตพร้อมขายเสื้อ เพื่อระดมเงินช่วยเหลือชาวเฮติ ที่จะมีขึ้นวันศุกร์ที่ 22 มกราคมนี้ หน้าลาน Central World

แต่ที่ผมดูแล้วค่อนข้างแปลกใจ และเป็นสิ่งที่ดูแปลกแต่จริงก็คือ การรับบริจาคเงินช่วยเหลือชาวเฮติ จากเกมส์ชื่อดังใน Facebook ที่ชื่อว่า Restaurant City หรือตัวย่อ RC เกมส์บริหารจัดการร้านอาหารที่หลายๆคนเคยติดกันงอมแงม โดยมีอีเมล์จดหมายข่าวส่งมาวันนี้เอง ขอความร่วมมือให้ผู้เล่นเกมส์ RC ร่วมบริจาคเงินช่วยชาวเฮติ ในจดหมายบอกว่าหากสามารถรวมเงินถึง $100,000 ได้ภายใน 31 มกราคมนี้ ทาง Playfish บริษัทพัฒนาเกมส์ RC จะมี Item พิเศษให้กับผู้เล่นเกมส์ Restaurant City ทุกคน

RC-donate for Haiti

RC-donate for Haiti

ก็ถือว่าร่วมด้วยช่วยกัน สำหรับผู้เล่นเกมส์ Restaurant City ทั่วโลก หากบริจาคกันจนครบแสนเหรียญสหรัฐ ก็คงได้ไอเท็มพิเศษกันถ้วนหน้ากัน ใครมีบัตรเครดิตก็มาร่วมบริจาคได้นะครับ

Tags: , ,

1 Comment

สวัสดีชาวโลก -พื้นที่ปลดปล่อยความคิดอย่างเป็นทางการ

ยินดีต้อนรับสู่ www.newdavich.in.th เว็บบล็อกของนายนิว อย่างเป็นทางการ

มีอะไรอีกเยอะแยะ ที่อยากจะเล่า แล้วจะมาอัพเดตบล็อกไว้ให้ลองอ่านกันดู

1 Comment
Get Adobe Flash playerPlugin by wpburn.com wordpress themes