Working from AnyWhere แรงบันดาลใจจาก “The World is FLAT”

ได้มีโอกาศกลับไปอ่านหนังสือที่ชอบมากเล่มนึงคือ The World is FLAT หรือชื่อไทยที่ว่า “ใครว่าโลกกลม” หนังสือที่โด่งดังมากเมื่อประมาณ 2-3 ปีที่แล้ว พูดถึงความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและอินเตอร์เน็ตและโลกาภิวัตน์ ที่มีผลทำให้การทำงานต่างๆนั้นง่ายมากขึ้น และทำให้โลกนั้นดูแบน แทนที่จะกลมเหมือนที่เราเข้าใจกัน

ในเล่มนี้จะพูดถึงคำว่า OutSource บ่อยมาก ซึ่งหมายถึงการจ้างงานบางส่วนที่องค์กรไม่ถนัดไปให้บุคคลภายนอกทำให้แทน ซึ่งผู้ที่มาทำ Outsourcing งานนั้นๆมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านนั้นๆเป็นพิเศษ ซึ่งมองในเชิงธุรกิจนั้นเป็นเรื่องที่ดี ที่จะโยนเอางานที่ตัวเองไม่ถนัด แต่ไปจ้างให้ผู้ที่เชี่ยวชาญกว่ามาทำให้แทน

ในหนังสือยกตัวอย่างมาหลายๆแบบ ที่กล่าวถึงการเอาท์ซอร์สงานบริการบางอย่างจากสหรัฐอเมริกา ไปยังที่ต่างๆของโลก ที่ทำงานได้ดีกว่าแต่เสียค่าใช้จ่ายถูกกว่ามาก เช่นการ Outsource งานด้านบริการโอเปอร์เรเตอร์ Call Center ไปยังเมืองบังกาลอร์ อินเดีย ซึ่งค่าใช้จ่ายถูกกว่าและพนักงานยังสามารถพูดอังกฤษได้ดีเกือบเทียบเท่าคนสหรัฐเองเสียด้วย

หรืออีกตัวอย่างคือกรณีบริษัทเจ็ทบลู สายการบินต้นทุนต่ำ ได้เอาท์ซอร์ซงานด้านการจองตั๋วเครื่องบิน ไปให้กลุ่มแม่บ้านที่ ซอลท์ เลค ซีตี้ ทำแทนทั้งหมด ซึ่งเรียกอีกอย่างนึงได้ว่า Homesourcing กลุ่มแม่บ้านสามารถนั่งทำงานที่บ้านได้ ขณะเดียวกันก็สามารถดูแลบุตรหลาน ทำกับข้าว ออกกำลังกาย หรือเขียนนวนิยายไปด้วย และผลผลิตก็เพิ่มมากขึ้นกว่า 30% อีกด้วย เพราะว่าคนทำงาน ได้ทำงานอย่างมีความสุข ในสถานที่ๆตัวเองชอบ

แนวคิดการทำงานอยู่ที่บ้าน มีคนพูดกันมากขึ้นอีกครั้งเมือประมาณช่วงปลายๆปี 2008 ตอนเริ่มมีวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ผมจำได้ว่าดูข่าวทีวี บอกว่าบริษัทในอเมริกาหลายๆแห่ง เริ่มให้พนักงานบางตำแหน่งที่ไม่จำเป็นต้องมาที่ออฟฟิศทุกวัน เอางานกลับไปทำที่บ้านได้แล้วส่งงานผ่านอินเตอร์เน็ต มีการประชุมงานกันสัปดาห์ละครั้ง เพื่อลดค่าใช้จ่ายต่างๆในออฟฟิศลง ผมจดจำได้ว่ารูปแบบการทำงานแบบนั้นดูดีเอามากๆ ผมอยากทำงานแบบนั้นบ้างจัง

และช่วงค่ำของเมื่อวานนี้ (25/7/53) ผมเพิ่งได้ดูรายการ”มองมุมใหม่” จากช่องทีวีไทย ช่วงนึงมีการพูดคุยกับบรรณาธิการสำนักพิมพ์ระหว่างบรรทัด ชื่อคุณดวงฤทัย เธอบอกว่าเธอเป็นสำนักพิมพ์เล็กๆ ที่มีพนักงานไม่มาก เวลาทำหนังสือออกมาซักเล่มนึง เธอเล่าว่า คนเขียนอยู่ญี่ปุ่น คนออกแบบArtwork อยู่อเมริกา ใช้อินเตอร์เน็ตในการส่งงานกัน พูดคุยกันผ่าน Social media ทั้ง MSN, Facebook , Twitter แล้วมาปิดเล่มที่กรุงเทพ โดยมีเธอดูแลกระบวนการทำงานต่างๆทั้งหมด  ตรงนี้ถูกใจผมมาก มันทำให้แนวคิด “Working from Anywhere” ดูเป็นเรื่องที่ง่ายๆและเกิดขึ้นจริงโดยไม่ต้องมีขั้นตอนอะไรมากนัก

ผมชอบแนวคิดนี้จริงๆ “Working from Anywhere” ทำงานจากที่ไหนก็ได้ เคยคิดว่าสักวันนึงเราอยากทำงานที่ชอบ โดยนั่งทำงานอยู่ที่บ้านเราเองได้ และยังสามารถติดต่อสื่อสาร ส่งงานต่างๆได้ผ่านอินเตอร์เน็ต และวันนี้มันก็เกิดขึ้นจริงกับผมแล้ว งานฟรีแลนซ์ด้าน E-Marketing ของผม ทำให้ผมรับงานลูกค้าได้หลายๆร้านพร้อมๆกัน มีทั้งในกรุงเทพ และลูกค้าจากชะอำ บางแสน ทั้งหมดนี้ผมทำงานอยู่ที่บ้าน (และที่อื่นๆ เช่นตามร้านกาแฟ) ส่งงานผ่านอินเตอร์เน็ต พูดคุยกับลูกค้าผ่าน Social media (มีไปหาลูกค้าที่บริษัทบ้างเป็นครั้งคราว) และกำลังจะได้ว่าจ้างทำงานกับร้านอาหารไทย ที่อยู่ประเทศอังกฤษอีกเจ้าด้วยเร็วๆนี้

…….ผมเองก็เริ่มรู้สึกว่าโลกนี้แบนแล้วจริงๆ

Bookmark and Share

Tags: , , , ,

No Comments

วิธีตรวจว่าใคร Unfollow บ้างใน Twitter

สำหรับเพื่อนๆที่ใช้งาน Twitter กันอยู่คงรู้ว่า ปกติจะมีเมล์มาแจ้งเตือน เมื่อมีใครซักคนมา Follow เรา หรือติดตามทวีตเราใช่ไหมครับ

แต่หากมีใครที่มา Unfollow เรา หรือเลิกติดตามทวีตของเราละ เราจะรู้ได้ยังไง เพราะทวิตเตอร์จะไม่มีอีเมล์มาแจ้งเตือนเราอยู่แล้วในกรณีนี้  อย่างมากก็รู้แค่ว่าจำนวนคน follower ของเราลดลงไป แต่ก็ไม่รู้อยู่ดีว่าคนที่หายไปนั้นคือใครกันนะ??

ผมขอแนะนำให้รู้จักกับ useQwitter.com ครับ เว็บนี้ให้บริการแจ้งเตือนเรา เมื่อมีใครซักคนเลิกติดตามทวีตของเรา (Unfollow) โดยจะส่งเมล์มาแจ้งเตือนเราวันละครั้ง ว่ามีใครบ้าง ที่เลิกตามเรา ทำให้เราสามารถรับรู้ได้ว่ามีคนไหนบ้างที่เลือกตามเรา แล้วค่อยไปค้นหาอีกทีว่าทำไมเขาถึงเลิก Follow เรา?  มีสาเหตุจากอะไร? เราไปทวีตอะไรกระทบกระเทือนเขา หรือบาดใจเขารึเปล่า?

และทาง Qwitter ยังมีบริการบำบัดอาการเศร้าที่คุณต้องสูญเสีย follower ไปอีกด้วย โดยมีวลี คำคมดีๆ ปลอบใจหลายประโยคทีเดียว (อันนี้คงทำไว้ขำๆ แหละครับ)

ส่วนมากผมมักจะเจอพฤติกรรมของฝรั่ง ที่มาเลิก Follow ผมซะมากกว่า คือเหมือนเขาเซิร์ชมาเจอเราจาก BIO ที่เขียนไว้แล้วก็กด Follow เรา แต่พอผ่านไปซะ 2-3 วันแล้วไม่เห็นเรา Follow กลับ คนพวกนี้ก็มักจะมากด Unfollow เราไป ผมจะเจอฝรั่งที่เป็นอย่างงี้เยอะมาก แต่กับคนไทยด้วยกัน กรณีนี้ไม่ค่อยเจอเท่าไรนัก  ซึ่งผมเองก็เหมือนกันคือฟอลโลใครแล้ว ไม่ค่อยจะ Unfollw เท่าไรนัก ยกเว้นที่เคยเจอ บางคนที่ทวิตมากๆ เกินความจำเป็น ทวีตวันละหลักร้อยขึ้นไป มันรกTimeline มาก และอีกกรณีคือคนที่ทวีตคำหยาบคาย สบถคำหยาบมากๆ ก็ไม่ไหวเหมือนกัน อ่านแล้วหดหู่

มีอีกเคส เมื่อก่อนเคยตาม Twitter ของสำนักข่าวบางแห่งอยู่ ปรากฎว่าเหมือนเขาใช้ระบบ Feed หรืออะไรไม่รู้ ทวีตข่าวมาที่ละ 20 ข้อความ บน Timelineเรามีแต่ทวีตข่าวของเจ้านั้นจนรกไปหมด หน้ำซ้ำยัง Duplicate อีกรอบ ผมก็ตัดสินใจกด Unfollow โดยทันทีเช่นกัน

Bookmark and Share

Tags: , , ,

No Comments

คิดให้ดีก่อนอัพเดพสถานะใน Facebook-Twitter

กรณีเคสน้องมาร์ค V11 AF7 ที่ถูกกระแสสังคมต่อต้าน จนต้องขอออกจากการแข่งขัน เรียลลิตี้ True Academy Fantasia Season7 ให้แง่คิดแก่คนใช้งาน Social Network ทั้ง Facebook, Twitter และเครือข่ายสังคมออนไลน์อื่นๆ ว่าควรจะต้องไตร่ตรองให้มากขึ้นก่อนที่จะพิมพ์ อัพเดทอะไรลงไปบนโลกอินเตอร์เน็ต

เครื่องมือออนไลน์ทีทันสมัยอย่าง Social Media ทำให้ใครๆก็สามารถแสดงความคิดเห็น ปลดปล่อยความคิด ระบายอารมณ์ ของตัวเองได้อย่างตามใจชอบ แต่ก็อย่าลืมว่า สื่อสังคมออนไลน์เหล่านี้นั้นเป็นสาธารณะ คนอื่นๆสามารถเข้ามาอ่าน เข้ามาดูความคิดเห็นเราได้ง่ายมากๆ

กรณีของน้องมาร์ค ที่อ่านตามข่าวว่าได้ไปวิจารณ์เรื่องเกี่ยวกับการเมืองด้วยข้อความที่รุนเแรง ผมเองไม่ได้ติดตามรายละเอียดมากนัก แต่เห็นบอกว่าน้องมาร์ค ได้พิมพ์ข้อความลงใน Facebook ว่าร้ายนายกฯ และเรื่องการเมือง  จนเมื่อน้องมาร์คได้เข้ารอบ AF7 100 คนสุดท้าย แฟนคลับและผู้คนที่ติดตามข่าวสาร ก็มักจะค้นหาข้อมูลของต่างๆของน้องมาร์ค แล้วก็ไปเจอกับข้อความต่างๆใน Facebook เข้า เรื่องยิ่งดังมากขึ้นเมื่อมาร์ค ได้เข้ารอบ12สุดท้าย มีการวิจารณ์และต่อต้านกันอย่างมากมาย  จนผลสุดท้ายน้องมาร์คก็ต้องออกมายอมรับว่าเคยโพสต์ข้อความถึงท่านนายก และขอรับผิดชอบด้วยการขอลาออกจากการแข่งขัน

เหตูการณ์นี้ ให้แง่คิดเราได้ 2-3 อย่างก็คือ สื่อ Social Media นั้นให้อิสระในการแสดงความคิด แต่ผู้ใช้งาน เมื่อคิดจะโพสต์ข้อความอะไร หรือใส่รูปภาพอะไรก็ควรจะต้องใช้พิจารณญาณให้มากขึ้น ข้อความที่อาจพิมพ์ออกไปด้วยอารมณ์ ความคึกคะนองในวันนี้ อาจส่งผลกระทบต่อตัวเองในอนาคตก็เป็นได้ ดังเช่นกรณีของน้องมาร์ค นี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนมาก

มีบางคนบอกไว้ว่า จริงๆใน Facebook และ Twitter นั้นมีคนด่า ว่าร้ายเรื่องการเมือง และการหมิ่นเบื้องสูงอยู่มากมาย แต่บุคคลเหล่านั้นยังคงเป็นแค่คนธรรมดา ที่ไม่มีใครรู้จัก ไม่มีใครให้ความสนใจมากนัก (Nobody) ก็จึงไม่มีใครมาขุดคุ้ยประวัติมาแฉ แต่เมื่อเริ่มดังมากขึ้น เริ่มกลายเป็นคนที่มีคนอยากรู้จักมากขึ้น เป็นธรรมดาในโลกอินเตอร์เน็ตที่จะมีผู้คนสืบค้นหาข้อมูล ประวัติต่างๆของบุคคลคนนั้นๆ ว่าเคยทำอะไรมาบ้าง เคยโพสต์อะไรทิ้งไว้ เป็นคนอย่างไร

จริงๆเคสที่ Facebook มีผลต่อชีวิตและการงาน ก็มีอยู่เคสหนึ่งที่เคยอ่านมาจากเว็บ Blognone ที่ว่าสาวสวิตเซอร์แลนด์คนหนึ่ง ขอลาป่วยเพราะปวดไมเกรนจนไม่สามารถทำงานได้ เธอบอกบริษัทว่าต้องนอนพักในที่มืดๆ  แต่ทางบริษัทพบว่าเธอกำลังเล่น Facebook อยู่จึงไล่เธอออกจากบริษัท

ฉะนั้นเพื่อนๆจงจำไว้ว่า ถ้าวันไหนจะขอลา(เปื่อย)ป่วย แล้วแอบไปเที่ยว หรือไปทำอย่างอื่น ไม่ควรจะอัพเดทข้อความ หรือรูปภาพใดๆ ลงใน Facebook และ Twitter นะจ๊ะ เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน

Bookmark and Share

Tags: , , ,

No Comments

The Social Network หนังเล่าประวัติที่มาของ Facebook

เร็วๆนี้ จะมีภาพยนต์ที่ชาวไอที หลายๆคนให้ความสนใจมาลงโรงให้ดูกัน หนังเรื่อง The Social Network หนังที่เล่าตำนานของการเกิดเว็บสังคมออนไลน์ที่เติบโตเร็วที่สุดและมีอิทธิพลต่อผู้คนในปัจจุบันสูงมาก อย่าง Facebook.com

ภาพยนต์เรื่องนี้สร้างมาจากหนังสือ The Accidental Billionaires: The Founding of Facebook, A Tale of Sex, Money, Genius, and Betrayal ที่จะออกแนวแฉชีวิตอีกด้านของ Mark Zuckerberg กว่าจะมาเป็นตำนานของเว็บสังคมออนไลน์ที่ใครๆก็รู้จัก

เรื่องนี้กำกับโดย David Fincher ที่ดังมากๆจากหนังเรื่อง Fight Club และ Se7en และได้ Jesse Eisenberg, Justin Timberlake, Andrew Garfield, Joe Mazzello และ Rashida Jones มาร่วมแสดง

ตัวละครสำคัญคือ Mark Zuckerberg ซึ่งรับบทโดย Eisenberg และมีจัสติม ทิมเบอร์เลค มารับบท Sean Parker ผู้ก่อตั้งเว็บ Napster และผู้ร่วมก่อตั้งเฟ๊ซบุค

กำหนดฉายหนัง 1 ตุลาคม 2010 ใครชอบเล่น Facebook ก็ลองไปดูกัน….

Bookmark and Share

Tags: , ,

No Comments

Live TV ให้ดูฟรีผ่านจาน C-Band แล้ว

เคยเขียนถึงเรื่อง ทีวีดาวเทียม ทางเลือกใหม่ของคนที่อยากเพิ่มช่องทีวี ไปแล้วคร่าวก่อน ซึ่งผมเห็นได้ชัดเลยว่า ช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมานี้ มีคนติดจานดำ C-band ขึ้นเยอะมาก ยกตัวอย่างเอาแค่ซอยบ้านผม แถวพระประแดง จากที่แต่ก่อนแถวบ้านผมมีบ้านที่ติดจานดำน้อยมากๆ และบ้านผมเป็นบ้านแรกที่ติดจานดำขนาดใหญ่ (กว่าชาวบ้านเขา) ซึ่งมีขนาด 7.5 ฟุตของ Dynasat และติดมอเตอร์สำหรับ Moveจานอีกด้วย บ้านผมเลยมีคนเรียกขานกันช่วงหนึ่งว่า บ้านที่มีจานดาวเทียมใหญ่ที่สุดในซอย แต่หลังๆนี้เห็นชัดมากว่า หลายๆบ้านเริ่มถอดเสาก้างปลาทิ้ง แล้วติดจาน C-band แทน แม้กระทั้งบ้านที่ติดจานแดง TrueVision อยู่สุดท้ายก็คงไม่อยากจ่ายรายเดือนหันมาติดจานดำกันมากมาย

Live-TV

เข้าเรื่องดีกว่า จะมาบอกว่าตอนนี้ดีใจมากๆที่ช่อง LIVE TV ได้เอาช่องทีวีมาออกอากาศในระบบ C-band เพิ่มถึง 5 ช่อง ซึ่งได้แก่

  • FAME Channel ช่องรายการบันเทิงต่างประเทศพร้อม MV ต่างประเทศ มีรายการแนวๆสารคดีสำหรับคนบันเทิง ดารานักร้อง Hollywood
  • POP channel ช่องMVเพลงไทย&สากล คล้ายๆเหมือนดู Channel V หรือ MTV หรือ Bang Channel ประมาณนั้น
  • MIRACLE รายการแนวลึกลับ ออกแนวไสยศาสตร์นิดๆ และละครเก่าๆ(เก่าโครตๆ)
  • THAI-CHAIYO ช่องเพลงลูกทุ่ง 24ชั่วโมง คล้ายๆ Fan TV ของแกรมมี่ หรือ สบายดี ทีวี ของอาร์เอส
  • 2TANGO ออกรายการ Reality 24 ชั่วโมง คล้ายๆ AF

ที่บอกว่าดีใจมาก เพราะว่าก่อนหน้านี้ทาง Live TV จะมีให้ดูเฉพาะคนที่ติดเคเบิ้ลทีวี (จ่ายตังค์ดู) เท่านั้น ผมเคยไปนั่งดูทีวีบ้านญาติแล้วเห็น Content ของช่อง Live TV แต่ละช่องนั้น น่าดูเอามากๆ ก็ได้แต่แอบเสียดายที่ไม่มี Free to Air ทาง C-band หรือ KU-band ก็ผิดหวังไปอยู่นาน แต่พอมาช่วงนี้ พอเครื่องรับสัญญาณ OTA  ช่องใหม่แล้วเห็นมีช่องเพิ่มมาถึง 5 ช่องก็รู้สึกเหมือน สวรรค์โปรด ได้เอารายการมีคอนเท้นต์ดีๆ มาให้เราได้ดูแล้ว ที่ชอบเพราะแต่ละรายการค่อนข้างที่จะคัดเลือกเนื้อหา และมีกระบวนการผลิตที่ดี ไม่มีโฆษณาชวนเชื่อมากมายนัก มี MVใหม่ๆ ทัังของไทยและฝรั่งให้ดูกันมากมาย (ก่อนหน้านี้ MVต่างประเทศหาดูแทบไม่มีเลยใน ช่องทีวีดาวเทียมต่างๆ) แต่ MVไทยๆยังพอมีให้ดูบ้างจากช่องของ GMM และ RS

แต่เราก็อยากให้ทาง Live TV เพิ่มช่องที่มีสาระเข้ามาอีกนะ ที่อยากดูมากๆก็คือ ช่อง EARTH Channel (รายการสารคดีระดับโลก ทั้งสัตว์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี) และช่อง AFC Asian Food Channel รายการแนววาไรตี้เกี่ยวกับการทำอาหาร สไตล์คนอาเซียน เคยดูช่องนี้แล้วชอบมากๆ

Bookmark and Share

Tags: , ,

No Comments

รีวิว Nescafe Latte Style

ไม่ได้เข้าร้าน 7eleven ตั้งนาน เมื่อวานได้เข้าไปซื้อของอีกครั้ง แล้วก็เป็นเหมือนเดิม คือมีนิสัยส่วนตัวชอบมองหาสินค้า Itemใหม่ๆ มาลองชิมสม่ำเสมอ ได้ของใหม่มาชิม 3 ตัว

ตัวแรกที่อยากจะรีวิว Nescafe Latte Style กาแฟของยี่ห้อยักษ์ใหญ่ในบ้านเรา ก็ออกกาแฟพร้อมดื่มระดับพรีเมี่ยมมาแข่งกับเขาด้วยเหมือนกัน สินค้าตัวนี้บรรจุในขวด PET รูปร่างแปลกใหม่ไม่เคยเห็นมาก่อนในตลาด การออกแบบ Packaging เน้นใช้สีดำ+สีน้ำตาล มีรูปอาคารสไตล์อิตาลีและหอเอนเมืองปิซา ประกอบอยู่ คงอยากสื่อความหมายถึงความเป็นอิตาลี (คาดว่าออกมาแข่งกับทาง D7 ที่โฆษณาช่วงหลังว่าเหมือนได้ดื่มกาแฟอิตาลีแท้ๆ)

Nescafe-Latte-Style เนสกาแฟ ลาเต้ สไตล์

รสชาติของเนสกาแฟลาเต้สไตล์ ขวดนี้ค่อนข้างกลมกล่อม มีรสของนมค่อนข้างเยอะ หากเขย่าขวดเยอะๆก่อนดื่มจะทำให้รสชาติออกมานุ่มลิ้นมาก รสไม่หวานมากและไม่ขม กลิ่นกาแฟค่อนข้างหอมละมุ่น aftertaste ยังคงมีกลิ่นรสของกาแฟอยู่ในปากค่อนข้างนาน

ขนาดบรรจุ 200 Ml. ราคา 20 บาท

จ้างให้บริษัทโตโย แพ็ค ที่อยุธยาผลิตให้(ช่วงหลังๆโปรดักซ์หลายๆยี่ห้อที่มีส่วนผสมของนม ผมเห็นบริษัทนี้ได้ถูกว่าจ้างให้ผลิตเยอะมากๆ)

ตอนนี้เนสกาแฟออกมารสเดียว แต่คาดว่าน่าจะมีรสชาติอื่นๆออกตามมาอีก เพราะถ้าดูจากคู่แข่งในระดับเดียวกัน ก็จะมี Coffio ของ Oishi ที่มีอยู่ 3รสชาติ (ตอนแรกคอฟฟิโอตั้งราคา 25บาท แล้วลดลงมาเหลือ 20บาท) อีกยี่ห้อที่เห็นมาแรงๆก็คือ D7 ที่ออกมา 3รสชาติเหมือนกัน แบบขวดราคาอยู่ที่ 25 บาท

Bookmark and Share

Tags: , , ,

No Comments

งานจิบกาแฟคนทำเว็บ Webpresso หัวข้อ”เทคนิคหางานและหาคนทำงานในสาย IT”

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา 20 กุมภาพันธ์ 2553 ผมได้เข้าร่วมงานมีทติ้งประจำเดือนของสมาคมผู้ดูแลเว็บไทย หรือเรียกให้เข้าใจง่ายๆคือ สมาคมเว็บมาสเตอร์ไทย นั้นเอง ผมสมัครเป็นสมาชิกของสมาคมนี้ได้1ปีกว่าแล้ว ตั้งแต่ออกจากงานประจำมาเมื่อปลายปี 51 และก็ได้เข้าร่วมงานประชุมของสมาคมต่อเนื่องแทบทุกครั้ง ถือได้ว่าความรู้ต่างๆที่ได้จากงานนี้ ช่วยผมเยอะในการทำงาน และจุดประกายไอเดียการทำงาน Freelance ของผมเลยก็ว่าได้  เข้าเรื่องเลยดีกว่า

Webpressoจิบกาแฟคนทำเว็บ

งานมีทติ้งครั้งนี้หัวข้อคือ “เทคนิคหางานและหาคนทำงานในสายงาน IT” ในงานมี อ.ศุภเดช แห่งรายการแบไต๋ไฮเทคเป็น Moderator และมีวิทยากรอีก 3 ท่านได้แก่

คุณสมยศ อุดมนิโลบล Channel Manager บ. 3Com ประเทศไทย
คุณกล้า ตั้งสุวรรณ (หัวหน้าฝ่ายการตลาด บ. โธธ มีเดีย/ผู้ก่อตั้ง, พิธีกร รายการ duocore.tv และสื่อออนไลน์อื่นๆอีกมากมาย
คุณลวิตา ผิวงาม Team Leader  – Adecco Engineering & IT Adecco Phaholyothin Recruitment Limited

ในงานมีคุยกันหลายประเด็น แต่ที่ผมพอจะจับใจความได้คร่าวๆมีดังนี้

  • ว่าด้วยเรื่อง Resume เขียนเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมดจะดีที่สุด ทำให้ดู Professional มากกว่า แต่คำศัพท์บางเรื่องที่เป็นคำศัพท์เฉพาะทาง หรือเรื่องที่คนทั่วไปเข้าใจยาก หากวงเล็บภาษาไทยมาด้วยก็จะดี มีพีวิทยากรจาก 7-eleven บอกว่าบางครั้ง HRตำแหน่งระดับล่างๆ ได้รับหน้าที่ Filter Resume เจอศัพท์ยากๆมากเข้าก็งงได้เหมือนกัน ฉะนั้น ภาษาอังกฤษนั้น A Must แต่ควรมีภาษไทยไว้เป็นทางเลือกให้ด้วย
  • Resume ใส่ข้อมูลพื้นฐานแล้ว ต้องใส่รายละเอียดเพิ่มเติมต่างๆด้วย เช่นหากเคย Manage โปรเจ็คอะไรมา ก็ลงรายละเอียดไว้ว่าผลลัพธ์เป็นยังไง ทำให้บริษัทเติบโตยังไงบ้าง
  • ผลงานต่างๆที่เคยทำมา ถ้ารวบรวมเป็น Portfolio ไว้จะดีมาก เช่นผลงานการดีไซท์ ไฟล์งานโปรเจ็คต่างๆ ที่เคยทำไว้บริษัทเก่า อย่าลืมก็อบปี้เก็บไว้ด้วย ไฟล์งานดีไซท์หรือรูปภาพงานบางอย่างสามารถโชร์ไว้บนเว็บแชร์ริ่งต่างได้ ก็ควรอัพโหลดขึ้นไปด้วย เพราะจะมีประโยชน์มากหากนายจ้างอยากดูผลงาน
  • HR บริษัทต่างๆ รวมถึงบริษัทประเภท Head Hunter วันๆมีresume ส่งมาเยอะมากๆ เป็นร้อยๆฉบับต่อวัน ฉะนั้นทำยังไงก็ได้ให้ เรซูเม่ของเราดูโดดเด่นให้มากที่สุด อย่าบอกเพียงแค่ว่าคุณทำอะไรได้บ้าง แต่ควรบอกรายละเอียดว่าผลงานที่คุณทำ ทำให้เกิดผลดียังไงต่อบริษัทบ้าง ถ้าแสดงเป็นตัวเลขได้จะยิ่งดี ใส่รูปภาพเข้าไปด้วย
  • คุณกล้า Duocore บอกว่าเด็กอเมริกันบางคน จะไม่สมัครงานตาม Skill Base หรือความรู้ตรงตามที่ตัวเองจบมา แต่จะสมัครงานตาม Talent Base หรืองานที่ตัวเองมีความสามารถพิเศษในการทำงานนั้นแทน
  • Resume ควรพกติดตัวไว้เสมอ(หากว่าคุณกำลังหางานอยู่) เตรียมพร้อมปรินท์เซรูเม่ฉบับสมบุรณ์ของตัวเอง และพก FlashDrive ที่มีไฟล์เรซูเม่ไว้หาก HRต้องการในรูปแบบไฟล์
  • การสมัครงานมี 3ช่องทางหลักๆ คือ
  1. สมัครตรงกับ HR บริษัทนั้นๆ หรือตามเว็บหางาน
  2. สมัครงานผ่านบริษัทประเภท Head Hunter
  3. ใช้ Connection สายสัมพันธ์กับคนในบริษัทนั้นๆ(หากมี) จะเป็นเส้นทางเสมือน ByPass ที่ดีมากๆ ไม่ต้องผ่านการคัดกรอง จาก HR ขั้น1 ขั้น2 เลย
  • เวลาสัมภาษณ์งาน สำคัญมากคืออย่าโกหก หากคุณเจอคำถามลองเชิง เกี่ยวกับงานคุณ หากถูกถามว่าคุณทำอันนี้เป็นไหม หากตอบว่าเป็น(แต่จริงๆทำไม่เป็น) แล้วโดนให้ลอง Testสดๆ ถ้าคุณโกหกว่าทำได้ คุณจะแย่แน่ และถูกมองในแง่ลบด้วยซะอีก ฉะนั้นแนะนำว่า ทักษะไหนหรือเรื่องอะไรที่เราทำไม่เป็น ก็บอกตามตรงไปว่า ยังไม่เคยทำครับ หรือยังทำไม่เป็น แต่คิดว่าน่าจะศึกษาเรียนรู้ได้ในระยะเวลา…..เดือนครับ อะไรประมาณนี้ จะดูดีกว่า
  • HR ในอนาคต จะใช้ Google ตรวจสอบประวัติผู้สมัครงานมากขึ้น และคุณจะเป็นยังไงหาก มีรูปกำลังเมาแฮงค์ไม่รู้เรื่องอยู่ใน hi5 หรือ Facebook ต่อไปในอนาคต HR จะใช้คุณสมบัติของ Social Media มากขึ้น ตรวจสอบได้ว่าคุณเป็นคนยังไง เคยทำอะไรไว้บ้าง ไลต์สไตล์คุณเป็นยังไง ถ้ามีข้อมูลด้านดีๆเช่น เคยเป็นวิทยากร เคยเป็นอาสาสมัคร ช่วยงานชมรม สมาคมอะไรต่างๆแล้วมีหลักฐานแสดงในเว็บเหล่านั้น ก็จะช่วยเสริมการได้งานของคุณมาก แต่ถ้าไปเจอรูปประท้วง เดินขบวน หรือรูปในแง่ลบ คุณก็จะถูกมองแง่ลบด้วยเช่นกัน
  • Facebook และ Twitter จะเชื่อมโยงกับชีวิตคนเรามากขึ้น อนาคตคนเราจะรู้จักกันในFacebook กับ Twitter ก่อนที่จะได้รู้จักกันจริงๆ เจอหน้ากันจริงๆ ฉะนั้น You are what you Tweet
  • การทำการบ้านก่อนไปสัมภาษณ์ที่บริษัทนั้นๆ เป็นเรื่องสำคัญมาก ก่อนไปสัมภาษณ์ควรหาข้อมูลรายละเอียดของบริษัทไว้เยอะๆ ขายอะไรบ้าง ให้บริการยังไงบ้าง ผู้บริหารเป็นใคร มีกี่คน และควรจะรู้รายละเอียดเชิงลึก ในสายงานที่คุณจะสมัครไว้ด้วย
  • คุณกล้า Duocore บอกว่าเคยมีบางครั้งให้ผู้สมัครตำแหน่ง โปรแกรมเมอร์ เอางานไปทำเลย 1 job เล็กๆ ให้ไปเขียนโปรแกรมมาอันหนึ่งตามสั่ง ระยะเวลา1สัปดาห์ แล้วเอาผลงานมาดู หากยอมรับได้ก็คุยกันต่อ
  • บางตำแหน่งงาน ถามสั้นๆว่า งานอดิเรกชอบทำอะไร หากงานอดิเรกตรงกับความต้องการกับตำแหน่งนั้นก็รับเช่นกัน เช่นรับตำแหน่ง Social marketer แล้วคนสมัครบอกว่า งานอดิเรกก็ชอบอยู่กับ Facebook Twitter รู้ว่าจะต่อยอดธุรกิจยังไงจาก Social เหล่านี้ ชอบเล่น ชอบลองเว็บ 2.0 ใหม่ๆเสมอ อย่างงี้ก็เข้าทางเช่นกัน
  • แนะนำเว็บ Linkedin.com สำหรับคนหางาน เว็บนี้เป็นที่นิยมมากในต่างประเทศ เป็นเหมือนการฝากข้อมูล resume ไว้ ใส่ประสบการณ์ต่างๆที่ตัวเองมี ความสามารถต่างๆที่ตัวเองมี แต่ข้อดีคือมันเป็นเหมือนเว็บ Social network ที่คนอื่นๆสามารถมาใส่ข้อมูล Reference ให้เราได้ เหมือนเป็นการยืนยันว่าเราเป็นคนยังไง มีความสามารถด้านไหนจริง ซึ่งจะดูน่าเชื่อถือมากขึ้น หากมีคนมาเชื่อมโยงและคอย Reference เรามากขึ้น อนาคต HR ไทยก็จะใช้ข้อมูลจากเว็บนี้มากขึ้นเช่นกัน
  • ต่อไป บริษัทจะเป็น Global มากขึ้น จะไม่มีข้อจำกัดด้านขอบเขตของประเทศ จะไม่มีฝ่ายจัดซื้อประจำประเทศไทย ฝ่ายโปรแกรมเมอร์ของประเทศไทย แต่อนาคตบริษัทหนึ่งๆ จะมีฝ่ายต่างๆกระจายอยู่ทั่วโลก เช่นฝ่ายจัดซื้ออยู่มาเลเซีย โปรแกรมเมอร์อยู่อินเดีย Callcenter อยู่สิงคโปร์ ฉะนั้นต่อไป เราจะไม่ได้แข่งกันหางานเฉพาะคนในประเทศอีกต่อไปแล้ว อนาคตเราจะแข่งกันหางานจากคนผู้สมัครงานจากทั่วโลก  คุณสมยศ จาก 3M บอกว่าและที่น่ากลัวมากคือคนจากเวียดนาม คือคู่แข่งที่น่ากลัวของคนไทย เพราะเป็นคนขยันและฉลาด ในขณะที่ค่าจ้างต่ำกว่าคนไทย
  • ทาง Adecco บอกว่าทางบริษัท มีการจัดทำตารางค่าจ้างของแต่ละตำแหน่งงาน ในแต่ละอุตสาหกรรมไว้ สามารถเข้าไปดาวโหลดได้จากเว็บ Adecco.co.th ดาวโหลด Adecco Thailand Salary Guide 2009/10

เขียนโดย เดวิช กลิ่นอดุง

Bookmark and Share

Tags: , , ,

No Comments

เล่นเกมส์ RC บนFacebook ก็ช่วยชาวเฮติได้

กรณีแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ที่เกิดขึ้นในประเทศเฮติ เมื่อ 12 มกราคม 2553 ที่ผ่านมา ก่อเกิดความเสียหายทั้งทรัพย์สิน ตึกรามบ้านช่องต่างๆรวมถึงชีวิตของชาวเฮติ ที่คาดว่ามีผู้เสียชีวิตกว่า 2แสนคน

ทั่วโลกมีการระดมทุนต่างๆ เพื่อจะรวมเงินไปช่วยเหลือชาวเฮติ ในเมืองไทยเรา คนที่เริ่มบุกเบิกแรกๆก็เห็นจะเป็นของทางช่อง 3 ที่เปิดบัญชีรับบริจาคช่วยเหลือชาว Haiti โดยบริจาคผ่านธนาคาร SCB สาขาคาร์ฟูพระราม4 และตอนนี้ก็มีช่องทางรับบริจาคอื่นๆเพิ่มขึ้นอีกมากมาย ของรัฐบาลเอง ของสภากาชาดไทย ส่วนในต่างประเทศก็มีการรับบริจาคคล้ายๆกับบ้านเราเช่นกัน โดยส่วนมากมักจะเป็นพวกช่องรายการทีวีใหญ่ๆในอเมริกา และมีคอนเสริตของชาว Hollywood ที่รับบริจาคเงินด้วยเช่นกัน คล้ายๆกับที่ กาลาแมร์ ร่วมกับเพื่อนๆใน Twitter หลายๆคนจะจัดคอนเสิร์ตพร้อมขายเสื้อ เพื่อระดมเงินช่วยเหลือชาวเฮติ ที่จะมีขึ้นวันศุกร์ที่ 22 มกราคมนี้ หน้าลาน Central World

แต่ที่ผมดูแล้วค่อนข้างแปลกใจ และเป็นสิ่งที่ดูแปลกแต่จริงก็คือ การรับบริจาคเงินช่วยเหลือชาวเฮติ จากเกมส์ชื่อดังใน Facebook ที่ชื่อว่า Restaurant City หรือตัวย่อ RC เกมส์บริหารจัดการร้านอาหารที่หลายๆคนเคยติดกันงอมแงม โดยมีอีเมล์จดหมายข่าวส่งมาวันนี้เอง ขอความร่วมมือให้ผู้เล่นเกมส์ RC ร่วมบริจาคเงินช่วยชาวเฮติ ในจดหมายบอกว่าหากสามารถรวมเงินถึง $100,000 ได้ภายใน 31 มกราคมนี้ ทาง Playfish บริษัทพัฒนาเกมส์ RC จะมี Item พิเศษให้กับผู้เล่นเกมส์ Restaurant City ทุกคน

RC-donate for Haiti

RC-donate for Haiti

ก็ถือว่าร่วมด้วยช่วยกัน สำหรับผู้เล่นเกมส์ Restaurant City ทั่วโลก หากบริจาคกันจนครบแสนเหรียญสหรัฐ ก็คงได้ไอเท็มพิเศษกันถ้วนหน้ากัน ใครมีบัตรเครดิตก็มาร่วมบริจาคได้นะครับ

Bookmark and Share

Tags: , ,

1 Comment

Test write blog from mobile

image

Test from HTC Tattoo by WPtogo application from Android market
สวัสดีชาวโลก โพสแรกจากมือถือ

Test pic frommobile

Bookmark and Share

Tags: ,

No Comments

บรรยากาศงาน WordCamp Bangkok 2009 @ SPU

เสาร์-อาทิตย์ที่แล้ว มีงานเกี่ยวกับชาวไอที ดีๆตั้ง 2งานติดกัน นั้นคืองาน ThinkCamp2 และงาน WordCamp Bangkok 2009 ผมไปเข้าร่วมมาทั้ง 2 งาน ได้รับความรู้ใหม่ๆมามากมายเชียว  แต่ขอบล็อกเล่าเรื่องบรรยากาศงาน WordCamp Bangkok ก่อนละกันนะ

ป้ายต้อนรับงาน WordCampBKK 2009

งานจัดขึ้นวันที่ 15 พฤศจิกายน 2552 ที่มหาวิทยาลัยศรีปทุม อาคาร 1 งาน WordCamp ครั้งนี้จัดขึ้นมาเป็นครั้งที่สองแล้ว ครั้งแรกจัดเมื่อปีที่แล้ว (2008)  ขอชมเรื่องหนึ่งว่า มหาวิทยาลัยศรีปทุม ถือว่าเป็นมหาวิทยาลัยที่ให้ความสำคัญด้านไอที และยังใจดีให้ใช้สถานที่จัดกิจกรรมต่างๆ ของชาวไอทีต่างๆนานา เท่าที่จำได้ก็มีงาน BarCampBKK, งานจิบกาแฟ คนทำเว็บ , งานค่ายความคิด ThinkCamp2 และ Read the rest of this entry »

Bookmark and Share

Tags: , , , ,

1 Comment
Get Adobe Flash playerPlugin by wpburn.com wordpress themes